2006/Jul/29

A Day @ Impact
วันนี้ไปนิทรรศการงานยางโลกมา
ชื่อโคตรน่าไปเลย งานยางโลก...
ฟังแล้วแบบ อยากจะรีบระริกระรี้ไปสุดชีวิต ถามจริงเหอะว่าในบรรดากิจกรรมทั้งหลายที่มนุษยชาติควรจะทำ การไปชมงานยางโลกมันจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่
ก็เป็นการจัดงานครั้งที่หนึ่งอันอลังการของประเทศไทย และหวังว่าคงจะมีครั้งที่สองหรอกมั้ง งานคึกคักมากเหมือนป่าช้า วิญญาณเดินชมงานกันให้ว่อนไปหมด
เดินเข้าไปมียางรถยนต์ยักษ์วางอยู่หนึ่งบูท มีฝอยขัดหม้อทำจากยางใช้ห้าปีไม่พังอีกหนึ่งบูท แล้วก็มุมของเล่นไม้ยางพาราของแปลนทอยส์ที่พวกเราไปรุมเล่นกันอย่างเมามันอีกบูทนึง นอกนั้นก็เป็นบูทอะไรไม่รู้เค้านั่งสมาธิกันอยู่ ประมาณว่าหนึ่งในสี่ของผู้มาจัดแสดงงานเก็บบูทกลับบ้านไปแล้ววางไว้แต่ใบปลิวที่เหลือบนโต๊ะช่างวังเวง ทำนองว่าถ้ามึงมาตามหากรูในงานนี้ก็เชิญเอาใบปลิวเหล่านี้ไปดูต่างหน้าแล้วกันนะ
ใบปลิวปึกบางๆก็ปลิวช้าๆไปตามจังหวะแอร์ที่ดังเหลือเกิน แล้วอาจารย์วิริยาก็มาพร้อมคำบอกว่าอาจารย์ป้องติดธุระไม่มาแล้วกัน อ้าวแต่ได้ข่าวว่าอาจารย์ป้องเป็นต้นคิดเรื่องการมาชมไอ้งานยางแห่งโลกนี่...หว่า...
เคืองจริงเลยสั่งให้ทุกคนตาลีตาเหลือกมาเช็คชื่อ แล้วตัวเองเสือกไม่มา เสียเวลานอนมาดูงานเหี่ยวๆในอีกซีกโลกหนึ่ง ที่โคตรจะไกล ย้ำเลยว่าโคตรจะไกล ให้มาอีกไม่เอา...(รี-ซาวด์แทรกเพลงของป้าง)
ตกเย็นไปกินซิซซเลอร์กับพ่อและน้อง ตอนแรกจะกินไก่ทองแต่น้องอยากกินซิซซ อยากลองชิมตับทอดกระเทียมที่เค้าว่าอร่อยร่ำลือของร้านไก่ทอง ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน งานยางโลกภาคสอง555 กรูไม่มาแล้วว้อย
ฉันว่ารุ่นเราต้องโง่เรื่องยางกันหมดแน่เลยถ้าคิดจะเอาความรู้เรื่องยางจากงานนี่เนี่ย เพราะฉันไม่ได้อะไรเลยเดินอยู่สองชั่วโมง จบไปแล้วอย่าแปลกใจถ้าผลิตภัณฑ์ในสังกัดจะไม่มียาง(อาย?) หลังจากนี้การทัศนศึกษาโรงงานยางก็งดแล้วด้วย
ขากลับจากอิมแพค นั่งคุยกับน้องสาวเรื่องวรรณคดีในอดีต ได้ข้อสรุปว่าแต่ละเรื่องที่มันเป็นมรดกแห่งชาตินี่ มันมีแต่เรื่องโลกีย์ทั้งนั้นเลยนี่หว่า ไม่ว่าจะเป็น ขุนช้างขุนแผนที่สำนวนไพเราะ แต่มั่วทั้งเรื่อง หรือพระลอ ที่นางเอกฝาแฝดก็บ้าผู้ชายถึงขนาดต้องส่งไก่แก้วไปล่อลวงตัวมา (ไก่ทองเป็นเหตุเปิดประเด็นนี้เชียว) ตบท้ายด้วยพระอภัยมณีที่เก่งกาจถึงขนาดข้ามสปีชีส์ไปเล่นกับปลาและยักษ์ ถือเป็นรสนิยมทางเพศที่วิตถารอย่างนึง แล้วกระทรวงต่างๆในชาติเราตอนนี้จะมาพยายามถอยหลังเข้าคลองให้วัยรุ่นอนุรักษ์วัฒนธรรมหาพระแสงอะไรเหรอ ก็เห็นกันอยู่หลัดๆว่าวัฒนธรรมไทยแท้จริงๆแล้วมันช่าง...ยีสต์ มือถือสากปากถือศีลจริงๆ

2006/Jul/14

ส่งโมเดลไปแล้ว
estimate ว่าจะทำราวๆ ยี่สิบชั่วโมง คำนวณเวลาตามหลักอิสริยาศาสตร์แล้วราวๆ ยี่สิบแปดมากสุด แบบถ้าทำเกินนี้จะโคตรโง่
ไงล่ะ...ได้ข่าวว่าซัดไปสามสิบสองชั่วโมงถ้วน ตีฟเน่าอีกต่างหาก
ไม่ได้นอน เลยทำให้เป็นไซนัส ตัดโมเดลไปก็น้ำมูกไหล ไอโขลกๆ ตอนทำก็รู้สึกทรมานอยู่ แต่ไม่ได้คิดว่าแปลก จนเดินผ่านกระจกแล้วเห็นตัวเองนี่แหละที่รู้สึกว่า เอ๊ะ หรืองานมันหนักไป ทำไมคนเป็นหวัดถึงไม่ได้พักผ่อนล่ะ(ฟะ)
บ้านครั้งนี้ ออกมาไม่เป็นที่พอใจของผู้สร้างเลย รู้สึกมันยาก เพราะเป็นบ้านที่มีแต่ฟังก์ชั่น รูปด้านไม่รู้เอาไง เลยออกมาครึ่งๆกลางๆ ติดจะทุเรศ
อยากจะอ้างคำพูดใครสักคนมาพูดให้เหมาะกับโอกาสหาไม่ได้ พูดเองฟันธงเองตรงนี้เลยแล้วกันว่า "การขึ้นรูปด้านจากแปลน เน่าทุกราย ต้องคิดไปพร้อมๆกัน หรือคิดจากรูปด้านมาหาแปลน"
นี่เล่นคิดแปลนจนเหลือสองครั้งส่งไฟนอล แล้วไม่มีคอนเซปต์อะไรทั้งสิ้นในบ้าน เวลานึกภาพบ้านชั้นจะเป็นยังไง อิมเมจเลือนลางๆ 1000 กว่าแบบก็ลอยเข้ามาในหัว แล้วผ่านออกไป
ออกมาโคตร...ไร้บุคลิก บ้านแลนด์แอนด์เฮาส์
ตอนเปิดเทอมมา มันงงๆ แล้วพอตรวจแบบก็รู้สึกว่า ไอดีทำบ้านไปก็งั้น เพราะงั้นเลยปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ไม่ชอบแฟลตสแลปหรือคะ ไม่ทำก็ได้ ตรงนี้ไม่ดีเหรอคะ แก้แล้วกัน คิดฟังก์ชั่นให้เหมาะกับบ้าน ทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่มันมีในใบคำสั่ง แล้วไปปั้นหม้อต่อ
ก็นึกว่าเอาให้ผ่านๆไปสักอย่าง แต่มาเห็นความเหนื่อยของตัวเองตอนทำโมเดลแล้วเลยรู้ว่าคิดผิด
เพราะไม่ว่าจะยังไง ทำบ้านมันเหนื่อย เราน่าจะชอบมันด้วย ไม่งั้นเหมือนนั่งกล้ำกลืนทำไรอยู่ไม่รู้เป็นวันๆ นี่ฉันนั่งจมอยู่สองวันกว่า กับบ้านที่ตัวเองพบว่าไม่ค่อยจะรู้จักมันดีเลย
ถ้าฉันชอบนังหนูบ้านหลังนี้ขึ้นมาสักนิดนึงนะ อะไรๆมันจะง่ายขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็มีแรงบันดาลใจ
ว่าเราอยากจะทำบ้านนี้ มีความสุขกับการทำ หรือต่อให้ไม่มีเราก็น่าจะรู้มากขึ้นว่าหน้าตาบ้านมันจะเป็นยังไง
นี่ฉันตัดโมเดลไป นั่งวงรูปด้านไป แก้ไปพร้อมๆกัน ผลคือเละครับ
เอาน่า
ครั้งนี้เป็น "ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่"
แต่ครั้งต่อไปนี่แหละที่จะเป็น
"ปลูกเรือนตามใจ ของกู"
ฉันจะใส่ให้เต็มสตีม เอาให้โลกเหลียวหลังมองไปเลย บ้านหลังสุดท้ายแล้ว ไม่อยากให้เป็นบ้านยถากรรม จะเอาให้เป็นตำนานบันลือโลก ทั้งคณะยังพูดถึงแม้ในอีกสิบปีให้หลัง
ไม่รู้โม้อะไร.... เอาเป็นว่าครั้งต่อไปฉันจะทำตามใจตัวเองสักหนในการสร้างบ้าน ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร หมดหลังนี้แล้วจะไม่มีอีกแล้วนี่

2005/Aug/04

MD write ไม่เข้า เค้าบอกว่า Disk Protected ใครไป protect ไว้ฟะ? จำได้ว่าเราก็ใช้แผ่นเป็นอยู่คนเดียวในบ้าน กะน้อง ซึ่งชอบจิ๊กแผ่นไปฟังเครื่องของมัน แล้วอยู่ดีๆทำไมเกิดอาการพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก
ไปกินข้าวกะเป๊กมา ไม่ได้เจอเพื่อนที่เตรียมเท่าไหร่ตั้งแต่เข้าคณะนี้มา เหมือนแยกมาอยู่เมืองลับแล แต่ตัวเป๊กเองก็ไม่ค่อยได้เจอพวกห้องเราที่วิศวะเหมือนกัน อย่างว่าแหละคณะเขาตั้ง 700 กว่าคน แยกกลุ่มกันอยู่อีกต่างหาก เพราะงั้นพวกนิว กัญจน์ ภัทร์ ก็เลยแยกย้ายกระจายกันไปหมด
แล้วก็คุยกะโบว์ด้วย เค้าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฉันในช่วง ม.ปลาย โคตรดีใจที่ได้เค้าเป็นเพื่อนอ่ะ และก็ดีใจมากกว่าที่ตอนี้เค้าคะแนนสูงสุดในแพทย์ศาสตร์ คนที่อ่านลายมือทดเลขไก่เขี่ยของฉันแล้วบอกได้ว่าฉันทดผิดตรงไหน (ในขณะที่คนทดเองยังไม่อยากจะแลมัน) นี่ ก็สมควรจะเก่งขนาดนั้น
เล่าเรื่องไหว้ครูให้มันฟัง มันหัวเราะใหญ่ เลยพลอยขำไปกะมันด้วย
มีเพื่อนสนิทก็เหมือนมีกระจกเงาแบบนี้เองล่ะมั้ง คือโดยที่ไม่ต้องทำอะไรมากมาย มันก็ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์รอบๆมากขึ้น แล้วก็ปล่อยวางได้มากขึ้น เพราะว่าฉันวางใจได้ว่าโบว์อยู่ข้างฉัน แล้วก็ทำให้ฉันรู้สึกมีความหมายล่ะมั้ง
พอมาอยู่ที่ใหม่ เจออะไรหลายอย่าง แล้วไม่มีคนที่คุยแบบคุ้นเคยได้ แม้ว่าคนที่เจอใหม่ๆจะดีกับเรามากก็ตาม แต่ยังไงล่ะ...เครียดแล้วไม่รู้จะไประบายออกที่ไหน บางทีก็ไม่รู้ว่าเครียดเรื่องอะไร คิดมากถึงขนาดที่ว่า ขนาดจะทำให้ตัวเองหายเครียด ยังต้องมานั่งคิดว่าควรจะทำยังไงให้หายเครียด ซึ่งจะว่าไปแล้ว...บ้า
วันนี้ปฎิบัติการเรียงอิฐ ฉันโคตรปลื้มกลุ่มฉันทุกคนเลย สามัคคีกันดีมากๆอ่ะ แล้วก็ทุ่มเทกับงานโคตร ตอนเรียงไอ้อิฐทรงโค้ง ฉันถอยออกมานั่ง แล้วมี 5 คน ผู้เสียสละ เข้าไปเรียง ท่าทางตั้งใจมากฉันนั่งมองแล้วรู้สึกอยากเข้าไปช่วยจัง คือท่าทางลำบากกัน และยิ่งไปกันใหญ่เพราะตอนหลังฉันเดินไปซื้อป๊อกกี้มานั่งกิน แจกๆไปทุกคนที่ไม่ต้องทำงานนั่งกินป๊อกกี้ดู 5 คนเรียงอิฐ อุยมีอะไรผิดพลาดไปรึเปล่า...ลงท้ายทุกอย่างก็สำเร็จไปด้วยดี ได้เกรดไรมั่งเนี่ยยังไม่แน่ใจเลย แต่ก็สนุกดี
อยากคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน I miss you Pepsi.