2005/May/30

That's a Night ; unforgetable

วัที่ 28-29 ที่ผ่านมา ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่หอในจุฬาฯ ในช่วงงานรับน้องก้าวใหม่ ทุกคนไม่จำเป็นต้องค้างก็ได้ แต่คนที่ค้างก็มีเยอะเหมือนกัน ฉันก็ค้างฝนคืนแรก ส่วนคืนที่สองไม่รับประทาน ไม่ใช่เพราะไม่สบายอยู่ไม่ได้ แต่เพราะไม่อยากอยู่ มันมีกฎอะไรที่ฉันคิดว่ากดดันเกินไปหน่อย แต่คิดว่าคงเป็นแค่สำหรับคืนแรก คืนที่สองคงไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ถึงงั้นก็เหอะฉันก็กลับบ้านอยู่ดี

โถ...ที่พักก็ออกจะดีขนาดนั้น ผ้าม่านลายหลุยส์ เตียงฟูกสามชั้น หมอนขนเป็ด แถมพื้นยังปูพรมเปอร์เซียหนานุ่มอีกตังหาก ...นี่พูดถึงอะไรอยู่เนี่ย

การรับน้องที่จุฬาเป็นสิ่งที่ดีอย่างนึง ที่คณะบางคนก็ไม่มา บอกว่ามันน่าเบื่อ แต่ส่วนมากก็เชียร์ให้มา เพราะว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้รู้จักกับเพื่อนจากคณะอื่นแล้ว ฉันก็เลยแพ็คกระเป๋ามาด้วยเหตุผลอันนั้น

ปรากฎว่าไม่ค่อยบรรลุจุดประสงค์นั้นสักเท่าไหร่ เพราะว่าเจอเพื่อนเก่าจากสมัย ม. ต้น แล้วก็เพื่อนที่เตรียมเต็มเลย เลยไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ก็สนุกดี แล้วอีกอย่างฉันอยู่แค่วันครึ่งเอง ก็ได้คุยๆกับเพื่อนใหม่ในวงตอนกินข้าวนิดหน่อย ขอเมล์กลับมาด้วย ส่วนมากคนที่ฉันรู้จักจะอยู่อักษร วิศวะแล้วก็วิทย์กีฬา สรุปแล้วบ้านมีก็ไม่รู้จักนอนจิงๆ

เพื่อนเก่าสมัย ม.ต้นเหรอ...

ก็ยังได้เจอกัน from time to time แล้วพอมาอยู่จุฬา ทุกคนก็กลับมาเจอกันใหม่หมด ยกเว้นเป๋าที่ไปทุนเล่าเรียนหลวง นอกนั้นทุกคนอยู่ที่นี่(รวมทั้งฝ้ายด้วย)ฉันควรจะต้องดีใจที่พวกเขายังนับฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มใช่มั้ย ?

ตอนดูคอนเสิร์ต นาวไม่สบายก็เลยจะขอกลับก่อน ซึ่งไอ้ช่วงที่ว่าจะกลับกันนี่แหละที่ฉันลงไปมีปัญหากะพี่เค้า เพราะพอลงไปพูดเรื่องนี้ เค้าก็บอกว่าไม่ให้กลับแล้ว ประตูปิดไปตั้งแต่หกโมง เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่มีความยืดหยุ่นในเรื่องนี้ อยู่ไปจนถึงเช้าเถอะ

ฉันก็งงๆใครจะเป็นจะตายก็จะให้อยู่ในนี้ว่างั้นสิ ก็พยายามสงบสติอารมณ์ถามไปอีกรอบนึงกับพี่อีกคน เค้าก็ไปวิทยุกับใครก็ไม่รู้แล้วคำตอบก็เหมือนเดิม ฉันก็เลยบอกพวกนาว ตรอง ติ๋ม ไปยังงั้น หวังในใจว่านาวไม่ควรเป็นอะไรสาหัสไป เพราะเค้าก็ห้ามออกจริงๆ ยังไงก็ไม่ได้

แบบ...คงไม่ต้องสร้างสุสานนางสาวมะนาวไว้ในนี้หรอกนะ

ลงท้ายแม่เค้ามาจากบ้านมาทำเรื่องขอตัวออก ก็เลยให้พี่สตาฟคนนึงพาออก

ส่วนฉันเองไม่ออกแล้ว ตอนแรกรู้สึกเหนื่อยก็ว่าจะขอออกไปด้วยเหมือนกัน แต่ตอนที่รู้ว่าออกได้มันก็ 3-4 ทุ่ม คงไม่โทรให้แม่มารับให้มากเรื่อง ก็นั่งมองสนาม มองเวทีแล้วก็บรรดาตึกรามบ้านช่องข้างนอกไป มองแล้วก็คิดว่า ชีวิตมันก็มีจังหวะเวลาที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้อยู่เหมือนกัน อย่างนี่ใครจะไปนึกว่าจะถูกขังอยู่ในนี้วะ

ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ เรื่องความปลอดภัยคงหละหลวม ถ้าปล่อยให้เข้าออกตามสบายถึงดึกดื่นล่ะก็ นิสิตใหม่คงพากันไปเสียชีวิตที่ไหนไม่รู้อีกเยอะ แล้วมันก็เป็นระบบที่เค้าวางๆมา จะดื้อแพ่งไปก็มีแต่ทำให้รุ่นพี่บ้านลำบากใจ เพราะเค้าก็คงอยากดูคอนเสิร์ตเหมือนกัน ไม่ใช่มัวแต่ต้องพาคนโน้นคนนี้ไปส่งหน้าประตู ไหนๆมาทั้งทีก็น่าจะสนุกกัน ทำช่วงเวลาที่เลือกจะทำอย่างอื่นไม่ได้ให้ดีจะดีกว่า คิดได้ยังงั้นก็เลยนั่งรอดูคอนเสิร์ตต่อไปไม่กลับ

ซึ่งก็คิดถูก เพราะหลังจากนั้นคอนเสิร์ตสนุกมากมาย ถ้าไม่ได้อยู่เสียดายตายเลย

วงที่เล่นก็มี CU BAND เจ๋งสุดๆ เอาพวกเพลงที่ดังๆมาเล่น แต่ก็เล่นไม่ครบเพลง จะมาประมาณอินโทรแล้วก็ท่อน Hook แล้วก็ Fade ให้เพลงอื่นไป คนก็ลุกขึ้นมาเต้นกัน มีตั้งแต่เพลงของเซเว่น Passion ไปจนถึงไม่ใช่ผู้ชายของดูบาดุ๊บ คนที่ร้องเพลง"เราคงต้องเป็นแฟนกัน" ก็ร้องได้น่ารักมากๆ เค้าตัวเล็กๆใส่กระโปรงบานๆหน่อยออกมาเต้น มีเพลงขาดความอบอุ่นของเสือใหญ่ แล้วก็เพลงแรพของ Black Eyed Peas ไม่แน่ใจว่าใช่ Shut Up รึเปล่า แต่ shut up ของอีกวงก็มี (shut upshut upshut updont wanna hear you....get out of my way...Nothin' you said today is gonna bring me down.)

ขาดอยู่สองเพลงที่อยากให้เอามาแต่ไม่มีคือ You should let me love you ของ Mario มั้ง กับ Bad day ของ Daniel Powter และพอถึงเพลงขอบฟ้าของ Body Slam ทุกคนก็ลุกขึ้นมาหมด ทั้งกรี๊ดทั้งร้องตามอัฒจันทร์แทบถล่ม เป็นบรรยากาศที่ลืมไม่ลงเลยจริงๆ มันส์กว่าฟังตามปกติเยอะมากๆ

นี่ปกติฉันไม่ค่อยฟังเพลงไทยนะเนี่ย แต่ลืมตัวไปเลยว่าคืนนั้นทำอะไรไปมั่ง ร้อง เต้น กรี๊ดไปกะเค้าหมด รู้ตัวอีกทีประมาณเกือบเที่ยงคืน เต้นกระจายจนไม่รู้ใช่คนเดียวกะที่ทำท่าอยากกลับบ้านเมื่อกี้รึเปล่า

แล้วยิ่ง Playground ขึ้นเวทีมาร้อง "ปล่อยวาง"ตอนนั้นฉันอยู่ที่ขอบสนามอีกฝั่งที่มะนาวไปนอนพัก มองไปเห็นคนทั้งอัฒจันทร์ลุกขึ้นมากระโดดๆร้องเพลงตามพร้อมกันหมด สุดยอด.... มันคงจะรู้สึกดีมากสำหรับคนบนเวที ที่เค้าขึ้นไปเล่นแล้วคนทั้งอัฒจันทร์เป็นพันๆลุกขึ้นมาร่วมด้วยแบบนั้น

เค้าก็เล่นอีกหลายเพลง มีเพลงมุม นึกถึงปอเลย Soulmate อะไรอีกไม่รู้ จากนั้นก็มาถึงพรู ที่แม้ว่าหลายคนจะหมดแรงไปแล้ว แต่ก็มีอีกมากที่ไม่รู้จะเอาพลังไปถมทะเลที่ไหนนอกจากคืนนี้ รวมทั้งฉันด้วย ยังตื่นอยู่ พี่น้อย วงพรู ขาเจ็บขนาดนั้นยังอุตส่าห์ลากสังขารของแก ทั้งหมุนตัวบนเก้าอี้ ทั้งโดดลงเวทีมาเดินไปหาผู้ชม ทั้งทางซ้ายทางขวา เดินทั้งที่ขากระเผลกๆนั่นแหละ แถมยังมีกระโดดๆอีก คนในสนามก็ลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่าอย่าล้มเชียวนะๆ

มีเพลงโปรด Romeo & Juliet แล้วก็ "ทุกสิ่ง" อีกสองเพลงที่ฉันเพิ่งรู้จัก เพลงมันเศร้าเลยแหละ เพลงแรกร้องว่า"ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร----ฉันนั้นจะทำต่อไป..." คงเป็นเพราะท่าทางของเค้าด้วยที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า แม้จังหวะจะมันส์ แต่เพลงนี้เศร้า ความรู้สึกประมาณเวลาฟังเพลง romeo & Julietไม่ใช่เพลงช้า แต่เนื้อหาเจ็บปวด รู้สึกถึงความเศร้าโศกแบบจนมุมที่แฝงอยู่ในเนื้อร้อง

ส่วนอีกเพลงออกแนวอบอุ่นมากกว่า เค้าบอกว่าขอยกให้กับนิสิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มชีวิตในมหาลัยทุกคน รู้สึกจะเพลง เพื่อนเอ๋ย

...ฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้เธอ ได้พบกับวันที่รอมาเสมอ ขอเพียงแค่เธอ
เข้าใจในทางที่เดินอยู่ และแน่ใจว่ามันถูก ก็พอ....

แล้วก็มีเพลง นางฟ้า เพลงควายสุพรรณก็เล่น(แต่กว่าจะฟังออก..) ฉันว่าเขามีเสน่ห์ตรงที่ทุ่มชีวิต 150% ให้กับการแสดงที่เค้าเล่น คือเค้าใส่เต็มที่จนคนทั้งเวทีรู้สึกร่วมไปกับเค้าได้ และมันทำให้คอนเสิร์ตมีมากกว่าการฟังเพลงธรรมดา

กลับหอเที่ยงคืน ประตูห้องเปิดไม่ได้ ต้องไปตามช่างมาแก้ อาบน้ำคิวยาว ได้อาบตี 1 ครึ่ง(หนุกหนานมั้ยเนี่ย) นอนไปตีสองครึ่ง...ชั่ววูบ ตื่นตีสี่ครึ่งมาเตรียมตัวรอตักบาตร

หลังจากนั้นก็แบกกระเป๋าข้ามฟาก ไปกะภัทร์ กะแก๊ป ไปงานรับน้อง ม.4 ที่เตรียมกะเพื่อนๆ ม.ปลายต่อ น้องๆคงไม่รู้ตัวว่าสำหรับปีนี้ซวยมาก พี่ยังขอบคุณพระเจ้าที่สมัยตูไม่โหดขนาดนี้ แต่งหน้าแต่งตาทาสีกันซ้า... แถมไอ้ด่านที่มีอะไรคลานๆแหวะๆนี่เค้าไปขอผักเลี้ยงหมูมาโปรย รวมกะมะละกอ ไชเท้าบด สีมันเน่าๆเหมือนอ้วกอย่างที่สุด มีน้ำๆอีกต่างหาก แล้วพอเห็นมันมีอยู่ทั่วไปแล้ว ฉันก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมา "นี่อะไรวะเนี่ย...."

บ่ายๆไปกินพิซซ่ากับเพื่อนๆรวม 10 คน(ตอนแรกไปมากกว่านั้น) กัญจน์สั่ง Deluxe ฉันเลยเลือกอีกครึ่งหน้าเป็น Tropical ปรากฎพิซซ่ามา อิสริยากินแต่หน้า Deluxe ซะงั้น มีสลัดบาร์ ที่ฉันผนึกวิทยายุทธ์กับเป๊กกับปุ่นในการตักให้ได้เยอะที่สุด ไปยืนจัดลำดับกันตรงนั้นจนพนักงานเอาจานรองมาให้เลย(อายเค้าจริงๆ)

ตักๆไป ฉันก็เริ่ม เฮ้ยพอแล้วๆ แต่เป๊กอยู่ในโหมดหน้ามืด เอาช้างมาฉุดก็ฉุดไม่อยู่ มันก็บอกว่าเนี่ย แค่นี้ยังกระจอกมาก ว่าแล้วก็จัดการโปะลงไปอีกชั้น ไม่รู้อะไรต่ออะไร ลงท้ายออกมาสยองจริงๆ ต้องขอกล้องกัญจน์มาถ่ายเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ มันเหมือนสัตว์ประหลาดที่มีแข้งขาเป็นหน่อไม้ฝรั่ง

สรุปตอนบ่าย บ่ายแก่ๆโคตร เพื่อนบางส่วนก็กลับไปร่วมงานบายศรี ส่วนฉันผู้ซึ่งอารมณ์ค้างแต่จะเต้นอย่างเดียว ส่วนงานพิธีรู้สึกเฉยๆไปแล้ว ก็ขอบ๊ายบายศรี คือกลับบ้านไปนอนดีกว่า ไม่รู้จะเป็นยังไงกันมั่ง ตอนกลับบ้านฝนมันตก ฉันได้แต่หวังว่า ที่สนามจุ๊บฝนคงไม่ตก เพราะบางส่วนของสนามมันก็ไม่มีหลังคา แล้วคนคงมากเกินกว่าจะอัดเข้าไปแค่ในหลังคา นอกจากว่า...คนที่คิดแบบเดียวกับฉันมันจะเยอะน่ะนะ...

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha:  คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home